วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2557

คำถามประจำสัปดาห์ที่ 8

การจัดการความรู้ของเครือซิเมนต์ไทย
บริษัทปูนซีเมนต์ไทย เห็นว่า การจัดการความรู้ คือ การทำอย่างไรที่จะกลั่นความรู้ที่มีอยู่ในทุกฟังก์ชั่น ทุกส่วนขององค์กรเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ ทำอย่างไรให้ความรู้อยู่คู่องค์กรแล้วมีการนำมาปรับใช้ คือ ต้องนำความรู้มาพัฒนาคน ต้องทำอย่างไร เพื่อให้ดาต้า ที่มีอยู่ เปลี่ยนเป็นอินฟอร์เมชั่น จากอินฟอร์เมชั่นสู่ความรู้ และเป็นภูมิปัญญาขององค์กรให้ได้ ซึ่งเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการเข้ามาช่วยจัดการความรู้เหล่านี้เป็นหมวดหมู่ ค้นหาได้ง่าย และตอบสนองได้ทันต่อเหตุการณ์ บริษัทจึงพยายามที่จะรวบรวมความรู้จากทุกหน่วยธุรกิจเข้ามาให้ได้มากที่สุด

การจัดการความรู้ ค่อนข้างกว้าง บริษัทปูนซีเมนต์ไทย ค่อยๆ ทำมา 7 ปีแล้ว เรื่อง Innovation เป็นส่วนหนึ่งของการนำความรู้มาใช้จริงซึ่งทำให้เกิดผลลัพธ์ในเชิงพาณิชย์ขึ้นมา  ซึ่งเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนว่า การมีระบบจัดการความรู้จะต้องสามารถนำมาใช้ได้ในเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่มีความรู้แล้วเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ ดังนั้น เมื่อมีความรู้แล้วต้องมีการถ่ายทอด เป็นการนำความรู้ไปใช้ในการพัฒนาคน โดยดึงจากแหล่งความรู้ที่มี โดยไม่ให้ความรู้ติดอยู่ในตัวบุคคล ที่สำคัญ คือ ต้องแบ่งปัน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของบริษัทปูนซีเมนต์ไทย คือ รู้แล้วต้องถ่ายทอด โดยเฉพาะกับพนักงานใหม่ซึ่งจะได้รับการอบรมดูแลและปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรหนึ่งเดือนเต็ม พนักงานใหม่จะได้รับการสอนเรื่อง Good Governance, Ethics ในการดำเนินธุรกิจ

การจัดการความรู้ต้องเริ่มจากการสร้างวัฒนธรรมองค์กรก่อน จากนั้นจึงนำเครื่องมือหรือเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยสร้างสิ่งต่างๆ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของบริษัทปูนซีเมนต์ไทย คือ การจัดการความรู้ส่วนบุคคล คือ ต้องเริ่มที่แต่ละบุคคลให้รู้จักการจัดการความรู้ของตัวเองก่อน และจึงขยายไปสู่การจัดการความรู้ระดับองค์กร

วิธีการจัดการคนเก่ง หรือ Talent Management ของบริษัทปูนซีเมนต์ไทย คือ การนำนักเรียนทุนประมาณ350 คนมากลั่นความรู้ที่มีอยู่ โดยมีวาระให้ทุกสามเดือนมีการพบปะกัน ให้มีการระดมสมองโดยเอาเรื่องอะไรสักเรื่องขึ้นมา มีการระดมสมองตามเรื่องนั้นๆ ก็จะได้ความรู้พวกนี้มาเก็บเข้ามา

ในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลของบริษัทปูนซีเมนต์ไทย พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลภายในของบริษัทซึ่งเก็บปัญหา ความล้มเหลว วิธีการแก้ไขปัญหา บอกแหล่งสารสนเทศที่เป็นบุคคลได้ และใช้จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน สำหรับ Community of Practice (COP) จะมีการจัดตั้งแบบสมัครใจ เกิดจากผู้ที่มีวิชาชีพเดียวกัน เช่น แลกเปลี่ยนในเรื่องการฝึกอบรมของฝ่ายบุคคล ก็จะทำให้ทราบว่าวิทยากรคนไหนไม่ดีในเรื่องไหน หรือการจัดตั้งCOP แบบมีโครงสร้าง โดยมีการกำหนดว่าใครทำหน้าที่ Champion, Facilitator และสมาชิกจะมาประชุมพบปะกัน เช่น ทุกวันศุกร์ตอนเย็น โดยบริษัทปูนซีเมนต์ไทยจะมีบล๊อกเว็บบอร์ดให้สมาชิกใช้กัน

การเรียนรู้จากความสำเร็จและความผิดพลาด หลักการของบริษัทปูนซีเมนต์ไทย คือ อนุญาตให้พนักงานทำผิด ผิดคือครู ผิดคือการเรียนรู้ แต่ผิดแล้วต้องไม่ทำผิดซ้ำอีก คนที่ทำผิดก็ไม่ได้ลงโทษอะไร เป็นการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดองค์ความรู้ขึ้นมา เพราะถ้าลงโทษ จะไม่ใครกล้าทำงานอีก อาจจะเพราะในสถานการณ์แบบนั้น อาจจะทำให้ต้องตัดสินใจแบบนั้น ในแต่ละกลุ่มธุรกิจแต่ละอันของปูนซีเมนต์ไทยจะเก็บ Lesson Learned เอาไว้ หรือเรียกว่า After Action Review คือ หลังจากที่ทำกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ จะมีการพูดคุยกันว่ามีอะไรที่ผิดพลาด และบันทึกเอาไว้สำหรับคนรุ่นหลัง หรือแม้กระทั่งคนเดิมที่ได้รับมอบหมายให้ทำอย่างเดิมอีก ถ้าไม่บันทึกไว้ ก็อาจจะลืมได้ว่าทำอะไรไว้บ้าง นอกจากนี้ บริษัทปูนซีเมนต์ไทย ยังเก็บ Bad practice ไว้เพื่อที่ต่อไปจะได้เป็นบทเรียนไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นๆ อีก

เครือซิเมนต์ไทย องค์กรแห่งนวัตกรรมและการเรียนรู้
SCG หรือเครือซิเมนต์ไทย    เป็นองค์กรหนึ่งที่มุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ตามคำนิยามของนักวิชาการ เช่น Peter Senge (1990) ระบุว่าองค์กรใดจะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้ บุคลากรในองค์กรนั้นจะต้องมีคุณลักษณะที่สำคัญ ได้แก่
- คิดอย่างเป็นระบบ คิดรอบด้านอย่างมีกลยุทธ์ ซึ่งตรงกับ Competency ของ SCG คือ Strategic Perspective
มีใจใฝ่เรียนรู้ ซึ่งตรงกับ Competency ที่ว่า Personal Mastery และ Eager to Learn
รู้จักพัฒนากรอบความคิดของตนเอง ไม่ยึดติด พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งตรงกับ      Competency ข้อAdaptability
มีวิสัยทัศน์แห่งอนาคตร่วมกัน ซึ่งจะไม่ทำให้คนในองค์กรเดินหลงทิศทาง ซึ่งตรงกับ  Competency Achievement Oriented
มีการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม ซึ่งตรงกับ Competency ที่ว่า Team Leadership ของ SCG

วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

คำถามประจำสัปดาห์ที่ 7


กาลามสูตร : สิ่งที่ไม่ควรเชื่อ 10 ประการ
๑. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามๆ กันมา คำพูดที่มาจากการบอกต่อๆกันมา หรือฟังตามๆกันมามีโอกาสที่จะบิดเบือนจากความเป็นจริงสูง

๒. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา คำสอนข้อนี้มิใช่สอนให้เราดูถูกความเชื่อเก่าๆแต่ให้เราพินิจพิเคราะห์เสียก่อน

๓. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ ข้อนี้มีอยู่มากมายในปัจจุบันเช่นเขาเล่าลือว่าเมื่อไปบนบานศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่แห่งนี้แล้วจะได้สมตามปรารถนาก็ไปกับเขา

๔. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ เรื่องตำรานี่ต้องพิจารณาให้ดีเพราะบางครั้งบางข้อมูลที่เขียนไว้ในตำราก็เป็นเรื่องจริงที่เชื่อถือได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งแต่เมื่อเวลาผ่านไปข้อมูลนั้นอาจไม่เป็นจริงก็ได้

๕. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก เพราะเหตุผลบางอย่างก็ไม่ใช่ว่าจะถูกเสมอไป เช่น คิดว่าคนที่มีเงินทองมากมาย มีอำนาจล้นฟ้าจะต้องมีความสุข

๖. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน เช่น เมื่อเห็นเมฆฝนตั้งเค้ามาก็คาดคะเนเอาว่าฝนจะตกบางครั้งลมอาจพัดฝนผ่านไปไม่ตกก็ได้หรือเมื่อมีคนมาพูดคุยเอาใจเรา

๗. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล เช่นเพราะการปลงใจเชื่อเช่นนั้นอาจจะเกิดความเข้าใจผิดขึ้นได้ หรือเมื่อเราเห็นคนท้องโตก็อย่าเพิ่งคิดว่าคน ๆ นั้นตั้งท้อง เขาอาจจะอ้วนก็ได้

๘. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว ธรรมชาติของมนุษย์ย่อมมีความลำเอียงอยู่ในตัว

๙. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ สังคมในปัจจุบันมีการแบ่งพรรคแบ่งพวกออกเป็นหลายฝักหลายฝ่ายและผู้ที่เป็นหัวหน้าของแต่ละฝ่ายก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในสังคมเป็นผู้ที่มีคำพูดที่น่าจะเชื่อถือได้

๑๐. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้ เป็นครูของเรา ครูของเราสอนให้เรารู้จักคิด รู้จักวิเคราะห์ รู้จักไตร่ตรอง

มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลาง หมายถึง ทางปฏิบัติที่ไม่สุดโต่งไปในทางอุดมการณ์ใดอุดมการณ์หนึ่งเกินไป มุ่งเน้นใช้ปัญญาในการแก้ปัญหา มักไม่ยืดถือหลักการอย่างงมงาย1.อนิจจัง (ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน) ทำให้เกิดกฎวัฏฏะ(การหมุนวนเวียน)ทำให้มีสันตติ(การสืบต่อ)ที่ปิดบังอนิจจัง และกฎอนิจจังจะทำลายกฎวัฏฏะในที่สุด          -ความไม่เที่ยงแท้แน่นอนในที่นี้คือข้อมูล2.ทุกขัง (ความทนได้ยาก)ทำให้เกิดกฎสมตา(ความสมดุล) ทำให้มี อิริยาบถ(การบริหารปรับตัว) ที่บิดบังทุกขัง และกฎทุกขังจะทำลายกฎสมตาในที่สุด           -การปรับตัวปรับข้อมูลให้ทันยุคทันสมัย3.อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน) ทำให้เกิดกฎปัจจยาการ (การมีระบบระเบียบของโครงสร้าง)ทำให้มี ฆนะ(ความเป็นก้อน,รูปร่าง,โครงสร้าง)ที่ปิดบังอนัตตา และกฎอนัตตาจะทำลายกฎชีวิตาในที่สุด          -โครงสร้างของสิง่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลยุคเก่าหรือใหม่



Credit: http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3

คำถามประจำสัปดาห์ที่ 6



1. ท่านคิดว่า Blog ในอนาคตสำหรับการจัดการความรู้ ควรจะมีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มเติมอย่างไร พร้อมยกตัวอย่างเป็นรูปกราฟฟิก
ปัจจุบัน Blog ได้เข้ามามีบทบาทในการสื่อสารที่สำคัญในโลกไซเบอร์ที่ได้รับความนิยมมาก เพราะมันเป็นสื่อ เมื่อผู้อ่านอ่านอะไรอยู่ แล้วอยากรู้รายละเอียดมากขึ้น ผู้อ่านก็สามารถ click ไปยัง website อื่นที่เกี่ยวข้องดูว่าคนอื่นเขียนอะไรอย่างไร เช่น click เข้าไปใน website ก็จะพบเรื่องราวต่างๆมากมาย แม้แต่บิลเกตต์ ยังกล่าวถึง blog ว่า “ ในอนาคต การสื่อสารภายในองค์กรจะใช้ blog เป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญ” นักบริหารที่มีชื่อเสียงจะมี blog ไว้แสดงความก้าวหน้าในการพัฒนางานของตนเอง เมื่อนำ blogของทุกคนมารวมกันจะเป็นชุมชนปฏิบัติ( Community of Practices) ที่ใหญ่มากในโลกไซเบอร์ ในยุคนี้จึงกล่าวได้ว่ากระแสของ Blog มาแรงมากในการใฃ้เป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญภายในองค์การ ระหว่างองค์การ และในโลกของไซเบอร์ที่ทุกคนสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ผ่าน Blog ได้ Blog จากเดิมเพื่อการส่วนตัว กลายมาเป็นเครื่องมือในการนำเสนอผลงาน และการพัฒนาขีดความสามารถของหน่วยงาน ผู้บริหารก็สามารถเปิด Blog ไว้สำหรับการสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชานำไปปฏบัติ และรายงานการปฏิบัติให้ทราบได้ทันที Blog จึงความสำคัญและจำเป็นการจัดความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและสารสนเทศในภาวะปัจจุบัน สิ่งที่ควรเพิ่มลงไปคือคุณสมบัติพิเศษคือการที่สามารถโตตอบแบบเรียวไทม์ได้ และสามารถ Vedio call ได้ในBlog
ประโยชน์ของ blog ในการจัดการความรู้ในองค์กร
1. ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความรู้ การเขียน blog สำหรับบันทึกเล่าเรื่องราว สาระความรู้ต่างๆ
2.เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ความรู้
3.ใช้เป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนความรู้
4. เป็นเครื่องมือในการรวบรวมและแยกแยะความรู้ สกัดความรู้
5. เป็นเครื่องมือในการค้นหาความรู้ ผู้ชำนาญการและชุมชนปฏิบัติ

--------------------------------******************************------------------------------------
2. ท่านคิดว่า “การวิเคราะห์และการสังเคราะห์ความรู้ ใน KM มีความแตกต่างกันอย่างไร”
การวิเคราะห์

เป็นการแยกแยะสิ่งที่จะพิจารณาออกเป็นส่วนย่อยที่มีความสัมพันธ์กัน เพื่อทำความเข้าใจแต่ละส่วนให้แจ่มแจ้ง รวมทั้งการสืบค้นความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ เพื่อดูว่าส่วนประกอบปลีกย่อยนั้นสามารถเข้ากันได้หรือไม่ สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันอย่างไร ซึ่งจะช่วยให้เกิดความเข้าใจต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างแท้จริง โดยพื้นฐานแล้ว การวิเคราะห์ถือเป็นทักษะที่มนุษย์ฝึกได้
หลักการวิเคราะห์
1. กำหนดจุดมุ่งหมายของการวิเคราะห์ให้ชัดเจน
2. แจกแจงส่วนประกอบต่างๆ ของสิ่งที่วิเคราะห์ เช่น
- เนื้อหาประกอบด้วยอะไรบ้าง โดยแยกเนื้อเรื่อง ออกเป็นส่วน ๆ ให้เห็นว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร
- ประกอบกันอย่างไร หรือประกอบด้วยอะไรบ้าง
- วิเคราะห์ทรรศนะผู้เขียน เพื่อให้ทราบจุดมุ่งหมายที่อยู่เบื้องหลังภาษาและถ้อยคำที่ใช้
3. แยกแยะความแตกต่างระหว่างสิ่งหนึ่งกับสิ่งอื่นๆ
- วิเคราะห์แยกแยะ โดยวินิจฉัยให้เห็นข้อแตกต่าง และทำให้ข้อแตกต่างนั้นเด่นขึ้นมา
4. ค้นหาเหตุและผลของสิ่งที่เกิดขึ้น
- ค้นหาว่า เรื่องนั้นเกิดมาจากสาเหตุใด เชื่อมโยงสัมพันธ์กันได้อย่างไร สมเหตุสมผลหรือไม่
5. ตรวจสอบ/จัดโครงสร้างความสัมพันธ์ขององค์ประกอบใหญ่ และองค์ประกอบย่อย
6. นำเสนอผลการวิเคราะห์ให้เข้าใจได้ง่าย

การสังเคราะห์
เป็นกระบวนบูรณาการปัจจัยต่างๆตั้งแต่สองปัจจัยขึ้นไปซึ่งอาจเป็นได้ทั้งคน สัตว์ สิ่งของรวมทั้งเหตุการณ์และสิ่งที่อยู่ในรูปของแนวคิดเข้ามาเป็นองค์ประกอบร่วมกันเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่หรือเกิดปรากฏการใหม่ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการบูรณาภาพ โดยปัจจัยหรือองค์ประกอบต่างๆที่เข้ามาสู่กระบวนบูรณาการในการสังเคราะห์นั้นบางปัจจัยอาจจะได้ผ่านการวิเคราะห์แยกแยะสืบค้นมาก่อนแล้วขณะที่บางปัจจัยก็อาจจะยังไม่ได้ผ่านการวิเคราะห์แยกแยะสืบค้นมาก่อน สภาวะรูปของปัจจัยและองค์ประกอบต่างๆที่นำมาเป็นปัจจัยและองค์ประกอบในการสังเคราะห์นั้นอาจเป็นไปได้ทั้งแบบรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งบูรณภาพที่เป็นปรากฏการณ์ใหม่หรือสิ่งใหม่อันเกิดขึ้นจากการสังเคราะห์นั้นก็เป็นไปได้ทั้งแบบรูปธรรมและนามธรรมเช่นกัน
หลักการสังเคราะห์
1. กำหนดจุดมุ่งหมายของการสังเคราะห์ โดยกำหนดขอบเขตเนื้อหา (โครงร่าง) หรือ ประเด็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน
2. เริ่มด้วยการวิเคราะห์ แยกแยะ โดยอ่านข้อมูลที่จะวิเคราะห์อย่างละเอียด
3. ทำความเข้าใจส่วนประกอบต่างๆ ของสิ่งที่ต้องการสังเคราะห์
4. คัดกรอง ดึงข้อมูล
5. จัดเรียงเข้าโครงร่าง หรือ ปรับโครงร่างใหม่
6. ตรวจสอบความถูกต้อง ครบถ้วน
7. นำผลการสังเคราะห์ไปใช้ประโยชน์

--------------------------------******************************----------------------------------
3. ท่านคิดว่า “นอกจาก เทคโนโลยี RSS ที่มาช่วยการสนับสนุนการจัดการความรู้แล้ว ในอนาคตควรจะมีอะไรเทคโนโลยีอะไรบ้างเพื่อทำให้การจัดการความรู้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น”
มีดังนี้

1. News aggregator อย่าง Techmeme หรือ Google News
2. การเช็คข่าวตามเว็บสำคัญๆ ด้วยมือบางครั้ง เช่น Engadget, The Register, SlashGear, BGR, AllThingsD
3. news reader อย่าง Pulse (ซึ่งจำกัดจำนวนข่าวที่แสดง เฉพาะข่าวใหม่จำนวนหนึ่งเท่านั้น ไม่สะสมแบบ RSS reader)
4. อ่าน timeline ใน Twitter/Facebook (แบบ scanning เช่นกัน คือ สะดวกตอนไหนค่อยอ่าน ไม่สะดวกก็ปล่อยผ่าน)
ส่วน RSS หรือ Really Simple Syndication เป็นบริการใหม่บนเว็บไซต์ภาษาXMLใช้สำหรับดึงข่าวจากเว็บต่างๆ มาแสดงบนหน้าเว็บเพจ โดยนำมาเฉพาะหัวข้อข่าว เมื่อผู้ใช้คลิกลิงค์ก็จะแสดงรายละเอียดข่าวในเว็บต้นฉบับนั้นๆ โดยที่หัวข้อข่าวจะอัปเดทตามเว็บต้นทาง ซึ่งการดึงหัวข้อข่าวไปแสดงนั้นจะมีส่วนประกอบทั้งหมดสามส่วนคือส่วนผู้ให้บริการดึงข่าว และส่วนผู้สร้างเว็บไซต์ใช้ทั่วไปที่ต้องการดึงข่าวไปแสดง และส่วนผู้ใช้ทั่วไป
RSS ช่วยลดข้อจำกัดในการคัดลอกข้อมูลในเว็บไซต์โดยเฉพาะกรณีการละเมิดลิขสิทธิ์ ขณะที่ผู้สร้างไม่ต้องเสียเวลาทำหน้าเพจแสดงข่าว ซึ่งต้องทำทุกครั้งเมื่อต้องการเพิ่มข่าว โดย RSS จะดึงข่าวมาอัตโนมัติ ทำให้ข้อมูลบนเว็บไซต์เป็นศูนย์กลางมากขึ้น
ปัจจุบัน RSS ถูกนำมาประยุกต์ใช้เป็นรูปแบบกลางในการบริการข้อมูลทางธุรกิจ และมีการแข่งขันกันสูง โดยเฉพาะธุรกิจที่มีการแชร์ข้อมูล เช่นเว็บไซต์ข่าว เว็บล็อก ซึ่งจะมีการแสดงข้อมูลบนหน้าต่างพรีวิวแยกต่างหากเพื่อให้ผู้ใช้ไม่สับสน รวมถึงสามารถสืบค้นข้อมูลได้
จุดเด่นของ RSS คือผู้ใช้จะไม่จำเป็นต้องเข้าไปตามเว็บไซต์ต่างๆเพื่อดูว่ามีข้อมูลอัปเดทใหม่หรือไม่ ขณะที่เว็บไซต์แต่ละแห่งอาจมีระยะความถี่ในการอัปเดทไม่เท่ากัน บางครั้งผู้ใช้ยังอาจหลงลืมจนเข้าไปดูเนื้อหาอัปเดทใหม่บนเว็บไม่ครบถ้วน รูปแบบ RSS จะช่วยให้ผู้สามารถรับข่าวสารอัปเดทใหม่ได้โดยไม่ต้องเข้าไปดูทุกครั้งให้เสียเวลา ได้ประโยชน์ทั้งฝ่ายผู้บริโภคและฝ่ายเจ้าของเว็บไซต์
--------------------------------******************************----------------------------------
4. ท่านคิดว่า “การจัดการองค์กรแห่งการเรียนรู้ด้วย KM จะสิ่งใดที่จะทำให้เป็นปัญหาและอุปสรรคในการจัดการดังกล่าว”

1. วัฒนธรรมองค์กร จะเห็นว่าองค์กรแห่งการเรียนรู้ มีวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นการพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น องค์กรหนึ่งๆ หรือบ้านหลังหนึ่ง หากการพูดคุย ติดต่อสื่อสาร การมีปฏิสัมพันธ์ของคนในบ้านยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ อยู่กันแบบห่างเหิน ไม่อยากเสวนาพูดจา พูดคุยกันเพียงไม่กี่คำ ความไว้วางใจกันอยู่ในระดับต่ำ มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดี บรรยากาศเหล่านี้เป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกถึงสุขภาพขององค์กร แต่หากคนในองค์กรยอมรับที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคติหรือมุมมองบางด้านที่เป็นอุปสรรคออกไป พูดคุยกันมากขึ้น ก็จะทำ ให้มีความเข้าใจกันในระดับลึก การพูดคุยกันจะมีความหมาย ไม่ใช่โครงสร้างองค์กรแบบต่างคนต่างอยู่ต่างคนต่างทำ2. บุคลากร การเรียนรู้ที่มีประสิทธิผลจะต้องไม่เกิดบนพื้นฐานของการบังคับ ปัญหาอันเกิดจากตัวบุคลากร เช่น ผู้รู้ไม่อยากถ่ายทอดเพราะเกรงว่า เมื่อถ่ายทอดไปแล้วจะไม่เหลืออะไร ตนจะหมดความสำคัญหรือฝ่ายผู้เรียนรู้ไม่ยอมรับในตัวผู้ถ่ายทอด หรือคนในองค์กรขาดความกระตือรือร้น เนื่องจากโดยทั่วๆ ไปแล้วพบว่า คนเรามีแนวโน้มที่จะเฉื่อยชา หรือมีความกระตือรือร้นลดน้อยลงตามอายุที่สูงขึ้น บุคลากรบางคนไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง อาจจะเป็นปัญหาสะสมที่พบได้บ่อยในหน่วยงานราชการ และต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนพอสมควร3. ระบบความดีความชอบ อาจไม่ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ เพราะหากคนในองค์กรมองว่าความรู้เป็นอาวุธส่วนตัวสำหรับใช้ในการต่อสู้แข่งขันกับเพื่อนร่วมงาน บางแห่งพนักงานใช้ความรู้ที่มีเป็นเครื่องต่อรองกับผู้บริหาร ด้วยเหตุนี้เพื่อสร้างเสริมแรงบันดาลใจ หรือแรงจูงใจ อาจจัดให้มีรางวัลที่เป็นนามธรรมแก่หน่วยงานที่มีลักษณะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เช่น การประกาศยกย่องชมเชย เป็นต้น
4. ด้านการเรียนรู้ ในส่วนที่เกี่ยวกับการยอมรับความผิดพลาด เนื่องจากสังคมวัฒนธรรมเรามองว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องไม่ดี ต้องหลีกเลี่ยง หรือถ้าเกิดขึ้นแล้วก็ต้องปกปิดมิดชิดไม่มีการให้ความรู้ เราจึงได้เรียนรู้จากมุมมองด้านเดียว คือมุมมองด้านความสำเร็จ โดยไม่ได้เรียนรู้ว่าก่อนจะมีความสำเร็จต้องผ่านสิ่งใดมาบ้าง ไม่เคยเรียนรู้ว่าอะไรผิดควรหลีกเลี่ยง หรือมาวิเคราะห์กันว่าเราจะตอบสนองต่อปัญหาอย่างไร

วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557

งานครั้งที่ ๕ ให้ท่านหาปัญหาของ KM นอกเหนือจาก ๖ ข้อ ท่านคิดอย่างไร

ปัญหา

- บุคลากรที่มีอยู่ในองค์กร ขาดทักษะและความรู้ในการทำงาน  ถึงจะมีการถ่ายทอดความรู้มาก็รับความรู้ได้ไม่มากนัก เพราะไม่มีความเข้าใจในงานที่ตนเองทำ ขาดทักษะ ขาดประสบการณ์

วิธีแก้ไข 


- รับบุคลากรเพิ่ม
- จัดการฝึกอบรบและฝึกสอนอยู่เป็นประจำ เพื่อเพิ่มประสบการณ์ และทักษะ
- ทำงานบ่อยๆหรือสั่งงานงานให้ไปทำเพื่อเพิ่มทักษะและองค์ความรู้





***ปล.ทุกข้อความ ในหน้านี้คิดเองทั้งหมดครับ***